Apostille (มีผล 28 ก.พ. 2570) & อนุสัญญาเฮก
ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มีผล 28 ก.พ. 2570 — เอกสารใดใช้ Apostille แทนสถานทูตได้บ้าง
รวม 29 คำถามในหมวดนี้ — ตอบโดยทีมทนายผู้รับมอบอำนาจ อัปเดต 2026
Q1.มอบอำนาจให้คนอื่นไปยื่นรับรองกงสุลแทนได้ไหม?
ได้ครับ ผู้รับมอบอำนาจต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบและผู้รับมอบที่ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง หากผู้มอบอำนาจอยู่ต่างประเทศ ต้องให้สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลไทยรับรองลายมือชื่อ หรือใช้ Notary Public ในประเทศนั้นแล้วผ่าน Apostille ก่อนส่งกลับไทย
Q2.Apostille กับรับรองกงสุล (Legalization) ต่างกันอย่างไร (หลัง 28 ก.พ. 2570)?
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille (Hague 1961) โดยจะมีผลใช้บังคับกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (28 Feb 2027 ตามตาราง Status ของ HCCH) ทำให้เอกสารที่จะใช้ในประเทศภาคีต้องการเพียง 'Apostille' จากกระทรวงการต่างประเทศเพียงขั้นเดียว ไม่ต้องผ่านสถานทูตปลายทางอีก ส่วนประเทศที่ไม่ใช่ภาคี (เช่น จีนแผ่นดินใหญ่บางกรณี เวียดนาม กัมพูชา บางรัฐอาหรับ) ยังต้องใช้เส้นทางเดิมคือ MFA legalization แล้วตามด้วยสถานทูตปลายทาง
Q3.เอกสารการศึกษา (ปริญญาบัตร/ทรานสคริปต์) รับรองกงสุลอย่างไร?
ขั้นแรกให้มหาวิทยาลัยออกฉบับจริงหรือสำเนาที่นายทะเบียนรับรองพร้อมลายเซ็นสด จากนั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ตรงชื่อ-สกุลตามพาสปอร์ต แล้วยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล หากปลายทางเป็นประเทศภาคี Apostille ก็จบที่ขั้นนี้ ถ้าไม่ใช่ต้องนำไปประทับตราสถานทูตปลายทางเพิ่มอีกหนึ่งขั้น
Q4.เอกสารต่างประเทศจะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร?
เส้นทางมาตรฐานคือ 1) รับรองที่หน่วยงานผู้ออกหรือ Notary Public ในประเทศต้นทาง 2) ขอ Apostille หรือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศประเทศนั้น 3) หากประเทศนั้นไม่ใช่ภาคี ต้องให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศนั้นรับรอง 4) แปลเป็นภาษาไทย และ 5) นำมารับรองคำแปลที่กรมการกงสุลไทยก่อนใช้กับหน่วยราชการไทย
Q5.หนังสือมอบอำนาจ (POA) ที่จะใช้ต่างประเทศต้องผ่านกี่ขั้นตอน?
โดยทั่วไป 3 ขั้นตอน คือ 1) ลงนามต่อหน้าทนายความ Notary Public ในไทยเพื่อรับรองลายมือชื่อ 2) รับรองนิติกรณ์/Apostille ที่กรมการกงสุล และ 3) หากปลายทางไม่ใช่ประเทศภาคี Apostille ให้ประทับตราสถานทูตปลายทางเพิ่ม สำหรับ POA อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ควรใช้ฟอร์มของรัฐนั้นและมี Notarial Certificate แนบ
Q6.รับรองความเป็นโสดเพื่อไปจดทะเบียนสมรสต่างประเทศ ทำอย่างไร?
ขอหนังสือรับรองสถานะแห่งครอบครัว (ความเป็นโสด) จากสำนักงานเขต/อำเภอ โดยใช้พยานบุคคล 2 คน จากนั้นแปลเป็นภาษาปลายทาง รับรองคำแปลที่กรมการกงสุล และประทับตราสถานทูตปลายทางหากประเทศนั้นไม่ใช่ภาคี Apostille เอกสารนี้ปกติมีอายุการยอมรับ 3–6 เดือนแล้วแต่ประเทศ
Q7.ใบรับรองความประพฤติ (Police Clearance) ต้องผ่านกงสุลด้วยไหม?
ต้องครับ หากใช้ยื่นวีซ่า ถิ่นที่อยู่ หรือใบอนุญาตทำงานในต่างประเทศ ขั้นตอนคือขอ PCSC จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วนำมารับรองที่กรมการกงสุลเป็น Apostille หรือ legalization ตามประเทศปลายทาง เราให้บริการรวมชุดเดียวจบตั้งแต่พิมพ์ลายนิ้วมือจนถึง DHL ปลายทาง
Q8.เอกสารบริษัทที่ต้องใช้ตั้งบริษัทลูกในต่างประเทศ ต้องรับรองชุดไหนบ้าง?
ชุดมาตรฐานคือ หนังสือรับรองบริษัท, บอจ.5, หนังสือบริคณห์สนธิ, รายงานการประชุมคณะกรรมการที่อนุมัติการลงทุน, หนังสือมอบอำนาจให้ผู้ลงนามในต่างประเทศ และงบการเงินปีล่าสุด ทุกฉบับต้องแปลอังกฤษ รับรองคำแปล แล้วผ่านนิติกรณ์กระทรวงการต่างประเทศ ถ้าปลายทางเป็นประเทศนอกภาคีเฮกต้องประทับสถานทูตปลายทางต่ออีกชั้น
Q9.ประเทศจีนใช้ Apostille ไทยได้แล้วหรือยัง หรือยังต้องผ่านสถานทูตจีน?
จีนเป็นภาคีอนุสัญญาเฮกตั้งแต่ พ.ย. 2566 ดังนั้นเมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยวันที่ 28 ก.พ. 2570 เอกสารสาธารณะระหว่างไทย–จีนจะใช้ Apostille ใบเดียวได้ ไม่ต้องเข้าสถานทูตจีนอีก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หน่วยงานจีนบางแห่ง (โดยเฉพาะสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ระดับมณฑล) ยังขอเอกสารแบบเดิมอยู่ จึงควรยืนยันกับผู้รับปลายทางก่อนทุกครั้ง
Q10.ไทยจะเริ่มใช้ Apostille จริงเมื่อไหร่ และก่อนหน้านั้นต้องทำอย่างไร?
ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille (Hague 1961) แล้ว โดยอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (2027) ตามตารางสถานะของ HCCH ดังนั้นในปี 2026 เอกสารที่จะใช้ต่างประเทศยังต้องเดินเส้นทางเดิมคือ รับรองคำแปล/นิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วประทับตราสถานทูตปลายทางในกรุงเทพฯ ถ้างานของคุณมีกำหนดยื่นหลังวันดังกล่าว จึงค่อยวางแผนใช้ Apostille ใบเดียว
Q11.เมื่อ Apostille มีผลแล้ว เอกสารที่รับรองแบบเดิมไว้ก่อนหน้าจะยังใช้ได้ไหม?
ใช้ได้ครับ ตราประทับนิติกรณ์และตราสถานทูตที่ออกก่อนวันที่อนุสัญญามีผล ไม่ได้ถูกยกเลิกย้อนหลัง เอกสารยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่หน่วยงานปลายทางอาจมีกรอบอายุเอกสารของตัวเอง (ทั่วไป 3–6 เดือน) ถ้าเอกสารเก่าเกินกรอบนั้นก็ต้องคัดใหม่และรับรองใหม่อยู่ดี ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบ
Q12.Apostille ครอบคลุมเอกสารทุกประเภทหรือไม่?
ไม่ทั้งหมดครับ อนุสัญญาเฮกใช้กับ 'เอกสารสาธารณะ' เช่น เอกสารทะเบียนราษฎร เอกสารศาล เอกสารราชการ และเอกสารที่ผ่านการรับรองลายมือชื่อโดย Notary Public เท่านั้น เอกสารทางการทูต/กงสุล และเอกสารทางพาณิชย์หรือศุลกากรบางประเภทถูกยกเว้นตามข้อ 1 ของอนุสัญญา กรณีเหล่านี้จึงยังต้องใช้การรับรองจากสถานทูตปลายทางเหมือนเดิม
Q13.หนังสือเดินทางต่างชาติจะรับรองที่กรมการกงสุลไทยได้ไหม?
กรมการกงสุลไม่รับรองเนื้อหาหนังสือเดินทางต่างชาติโดยตรง แนวทางที่ใช้ได้คือให้ทนายความ Notary Public รับรองสำเนาถูกต้องของหน้าพาสปอร์ต จากนั้นนำไปรับรองลายมือชื่อทนายที่กรมการกงสุล และหากปลายทางไม่ใช่ประเทศภาคี ให้ประทับสถานทูตปลายทางเพิ่ม เส้นทางนี้ใช้ได้กับงานเปิดบัญชี ตั้งบริษัท และงานอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ
Q14.รับรองเอกสารเพื่อขอสัญชาติ/ถิ่นที่อยู่ถาวรต่างประเทศ ต้องเตรียมชุดไหน?
ชุดที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองต่างประเทศขอบ่อยคือ สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ทะเบียนสมรสหรือหย่า หนังสือรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเอกสารการศึกษา ทุกฉบับต้องเป็นฉบับคัดใหม่ แปลอังกฤษ รับรองคำแปลที่กรมการกงสุล แล้วจึงผ่านสถานทูตปลายทางหรือ Apostille เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยแล้ว
Q15.จะตรวจสอบว่าเอกสารที่รับรองไปแล้วเป็นของแท้ได้อย่างไร?
ตราประทับนิติกรณ์มีเลขที่กำกับและวันที่ออก ซึ่งหน่วยงานปลายทางสามารถสอบถามยืนยันกับกองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุลได้ ส่วนใบ Apostille เมื่อระบบมีผลใช้กับไทยแล้ว ประเทศภาคีสามารถตรวจสอบผ่านทะเบียน (register) ที่หน่วยงานผู้ออกจัดทำไว้ตามข้อ 7 ของอนุสัญญา จึงควรเก็บสำเนาหน้าตราประทับไว้เสมอ
Q16.ทำไมบางสถานทูตยังขอเอกสารรับรองจากกรมการกงสุลทั้งที่มี Apostille แล้ว?
เพราะอนุสัญญาเฮกใช้บังคับเฉพาะระหว่างรัฐภาคีที่ไม่ได้คัดค้านการเข้าเป็นภาคีของกันและกัน หากรัฐภาคีใดยื่นคำคัดค้านการเข้าเป็นภาคีของไทยภายในกรอบเวลาที่กำหนด อนุสัญญาจะไม่มีผลระหว่างสองประเทศนั้น และต้องกลับไปใช้เส้นทางรับรองสถานทูตแบบเดิม จึงควรตรวจสถานะรายประเทศจากตาราง Status Table ของ HCCH ก่อนวางแผนงานทุกครั้ง
Q17.ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille แล้ว ยังต้องรับรองกงสุลอยู่ไหม?
ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง หากปลายทางเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาและยอมรับ Apostille จากไทย เอกสารจะจบที่ตราเดียวโดยไม่ต้องผ่านสถานทูตปลายทางอีก แต่ถ้าปลายทางไม่ใช่ภาคี หรือเป็นภาคีที่ยื่นคัดค้านการเข้าเป็นภาคีของไทย เอกสารยังต้องใช้เส้นทางเดิมคือรับรองกงสุลไทยแล้วตามด้วยสถานทูตของประเทศนั้นในกรุงเทพฯ ก่อนส่งเอกสารทุกครั้งควรยืนยันกับหน่วยงานผู้รับปลายทางว่าต้องการ Apostille หรือ Legalization
Q18.ใบรับรองความประพฤติ (Police Clearance) ต้องรับรองกงสุลด้วยไหม?
โดยทั่วไปต้อง หากปลายทางเป็นหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองหรือสภาวิชาชีพต่างประเทศ ลำดับคือรับหนังสือรับรองจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล แปลเป็นภาษาปลายทาง ยื่นรับรองที่กรมการกงสุล และหากปลายทางไม่ใช่ประเทศภาคี Apostille ให้ยื่นสถานทูตของประเทศนั้นต่อ ควรเช็กกรอบอายุเอกสารเพราะหลายประเทศรับเฉพาะฉบับที่ออกไม่เกิน 3-6 เดือน
Q19.สถานทูตเวียดนามรับรองเอกสารไทยอย่างไร?
เวียดนามยังไม่เป็นภาคี Apostille สำหรับเอกสารไทย จึงต้องผ่าน MFA ไทยก่อนแล้วยื่นสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 3–5 วันทำการ ต้องมีคำแปลอังกฤษที่ผ่านนิติกรณ์แล้ว และสำเนาพาสปอร์ตผู้ถือเอกสาร
Q20.เอกสารไปอินเดียต้องทำ Apostille หรือ Legalization?
อินเดียเป็นภาคี Apostille แต่ไทยจะมีผลบังคับ 28 ก.พ. 2570 ดังนั้นก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้เส้นทาง MFA ไทย + สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย หลังวันมีผล เอกสารไทยที่มี Apostille จะใช้ในอินเดียได้เลยโดยไม่ต้องผ่านสถานทูต
Q21.ยื่นเอกสารสมรสที่สถานทูตออสเตรเลียต้องใช้อะไรบ้าง?
ออสเตรเลียเป็นภาคี Apostille และรับคำแปลจากนักแปล NAATI เป็นมาตรฐาน ขั้นตอนคือ เอกสารไทยรับรองนายทะเบียน → แปลโดย NAATI → นิติกรณ์กรมการกงสุล (หรือ Apostille หลัง 28 ก.พ. 2570) หน่วยงานออสเตรเลียส่วนใหญ่ไม่ต้องการการรับรองจากสถานทูตเพิ่ม
Q22.เอกสารไปสหรัฐอเมริกาต้องผ่านสถานทูตสหรัฐฯ ในไทยไหม?
ไม่ต้อง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ไม่รับรองเอกสารไทยเพื่อใช้ในสหรัฐฯ แต่รับรองลายมือชื่อของพลเมืองอเมริกัน (notarial service) เท่านั้น เอกสารไทยที่จะใช้ในสหรัฐฯ ใช้เส้นทาง แปลอังกฤษ → นิติกรณ์กรมการกงสุล และหลัง 28 ก.พ. 2570 จะใช้ Apostille ได้เลย
Q23.เอกสารไปอังกฤษ (UK) ต้องรับรองอย่างไรให้ Home Office ยอมรับ?
Home Office ยอมรับเอกสารไทยที่แปลอังกฤษโดยผู้แปลที่ระบุชื่อ วันที่ และคำรับรองว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง พร้อมนิติกรณ์กรมการกงสุล หากเป็นเอกสารที่ใช้ในศาลหรือทะเบียนสมรส UK ควรเพิ่มการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษหรือใช้ Apostille เมื่อมีผลบังคับ
Q24.สถานทูตรัสเซียรับรองเอกสารไทยอย่างไร?
รัสเซียเป็นภาคี Apostille เมื่อไทยมีผลบังคับจะเหลือขั้นตอนเดียว ก่อนหน้านั้นต้องแปลรัสเซีย (หรืออังกฤษแล้วแปลรัสเซียที่ปลายทาง) ผ่านนิติกรณ์กรมการกงสุล แล้วยื่นสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย ซึ่งมักขอให้คำแปลทำโดยนักแปลที่สถานทูตรับรอง
Q25.เอกสารไปกลุ่มเชงเก้น (อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์) ใช้เส้นทางเดียวกันไหม?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด ทุกประเทศต้องผ่านนิติกรณ์กรมการกงสุลก่อน จากนั้นอิตาลีและสเปนมักบังคับให้สถานทูตรับรองคำแปลโดยนักแปลที่อยู่ในบัญชีของสถานทูต ส่วนเนเธอร์แลนด์ยอมรับ Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตเมื่อไทยมีผลบังคับใช้แล้ว
Q26.เอกสารที่ออกในต่างประเทศจะนำมาใช้ในไทย ต้องทำอย่างไร?
เส้นทางย้อนกลับคือ 1) รับรองที่หน่วยงานของประเทศต้นทาง (Notary + Apostille หรือ MFA ของประเทศนั้น) 2) รับรองที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลไทยในประเทศนั้น 3) นำเข้าไทย แปลไทย และรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล จึงจะใช้กับอำเภอ ศาล หรือกรมที่ดินได้
Q27.จะรู้ได้อย่างไรว่าประเทศปลายทางต้องใช้ Apostille หรือ Legalization?
ตรวจตาราง Status Table ของอนุสัญญา HCCH 1961 ถ้าประเทศปลายทางเป็นภาคีและไทยมีผลบังคับแล้ว (28 ก.พ. 2570) ให้ใช้ Apostille ถ้าไม่ใช่ภาคี หรือประเทศนั้นคัดค้านการเข้าเป็นภาคีของไทย ต้องใช้เส้นทางนิติกรณ์ + สถานทูตตามเดิม
Q28.บริษัทต้องรับรองกงสุลชุดเอกสารจดทะเบียนเพื่อเปิดบริษัทลูกต่างประเทศ ต้องใช้อะไรบ้าง?
ชุดมาตรฐานคือ หนังสือรับรองบริษัท (คัดใหม่ไม่เกิน 1-3 เดือนตามที่ปลายทางกำหนด) บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) หนังสือบริคณห์สนธิ ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และมติที่ประชุมกรรมการที่อนุมัติการลงทุน ขั้นตอนคือคัดเอกสารจาก DBD ให้เป็นฉบับปัจจุบัน แปลเป็นภาษาปลายทาง ยื่นรับรองคำแปลและลายมือชื่อนายทะเบียนที่กรมการกงสุล แล้วจึงตามด้วยสถานทูตปลายทางหรือขอ Apostille แล้วแต่กรณี ข้อควรระวังคือปลายทางมักนับอายุเอกสารจากวันคัด ไม่ใช่วันรับรอง หากทีมเราดูแลให้ เราจะคัดเอกสารและคุมคิวให้ทุกตราจบภายในรอบเดียว ไม่ต้องเดินเอง
Q29.หนังสือมอบอำนาจของบริษัทที่ออกในไทยเพื่อใช้ต่างประเทศ ต้องผ่านกี่ขั้น?
โดยทั่วไปสี่ขั้น คือ (1) กรรมการผู้มีอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองพร้อมประทับตราบริษัท (2) ทนายความ Notarial Services Attorney รับรองลายมือชื่อและอำนาจลงนาม (3) กรมการกงสุลรับรองลายมือชื่อทนายความและคำแปล (4) สถานทูตประเทศปลายทางรับรองต่อ หรือขอ Apostille หากปลายทางยอมรับ ข้อควรระวังคือถ้อยคำขอบเขตอำนาจต้องระบุการกระทำให้ชัด เช่น เปิดบัญชี ลงนามสัญญา หรือขายทรัพย์สิน เพราะปลายทางจะปฏิเสธหนังสือมอบอำนาจกว้างเกินไป
บริการรับรองกงสุลครบวงจร
แปล → นิติกรณ์ MFA → สถานทูตปลายทาง / Apostille 2026 → จัดส่งทั่วโลก
ติดต่อทีมงาน →แหล่งข้อมูลราชการที่ใช้อ้างอิง
- • กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th)
- • กระทรวงการต่างประเทศ (mfa.go.th)
- • HCCH — Apostille Section (hcch.net)
ค่าธรรมเนียมราชการและกรอบเวลาในหน้านี้ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 (July 2026) โดยทีมทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (ขึ้นทะเบียนสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์) ตัวเลขค่าธรรมเนียมและระยะเวลาเป็นค่าประมาณตามประกาศของหน่วยงาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ และระยะเวลาจริงขึ้นกับคิวของหน่วยงานปลายทาง โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานอีกครั้งก่อนดำเนินการ
ตัวอย่างงานจริงของสำนักงาน
ภาพถ่ายจากงานที่สำนักงานดำเนินการจริง ปิดทับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าทุกจุดก่อนเผยแพร่


