Overstay ในไทย 2026 — ค่าปรับ ระยะเวลาห้ามเข้าประเทศ (Blacklist) และขั้นตอนแก้ไขที่ถูกต้อง

การอยู่เกินระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต (overstay) เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยมีค่าปรับรายวันและเพดานค่าปรับสูงสุดที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย และมีบทลงโทษเพิ่มเติมคือการห้ามเข้าราชอาณาจักรตามประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งระยะเวลาห้ามเข้าจะต่างกันระหว่างกรณีที่ผู้อยู่เกินกำหนด “เดินทางออกเองโดยรายงานตัวที่ด่าน” กับกรณี “ถูกจับกุม” โดยกรณีถูกจับกุมมีระยะห้ามเข้ายาวกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่อยู่เกินกำหนดไม่สามารถต่ออายุวีซ่าย้อนหลังได้ และไม่มีวิธี “ลบชื่อออกจากบัญชี” แบบลัด สิ่งที่ทำได้คือดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เก็บหลักฐานทุกใบ และตรวจสอบสถานะกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนวางแผนเดินทางกลับ
Overstay คืออะไร — และเริ่มนับเมื่อไร
Overstay คือการอยู่ในราชอาณาจักรเกินวันที่ระบุในตราประทับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (permitted to stay until) ไม่ใช่วันหมดอายุของวีซ่าในหนังสือเดินทาง จุดนี้เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนกลายเป็น overstay โดยไม่รู้ตัว
วีซ่ามีอายุสำหรับ “การเดินทางเข้า” ส่วนตราประทับขาเข้าคือ “ระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่” เมื่อผ่านด่านแล้ว ตัวเลขที่มีผลทางกฎหมายคือวันที่บนตราประทับหรือใบอนุญาตให้อยู่ต่อฉบับล่าสุดเท่านั้น
การนับเริ่มจากวันถัดจากวันสุดท้ายที่ได้รับอนุญาต และนับต่อเนื่องรวมวันหยุดราชการ ระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบันทึกข้อมูลนี้อัตโนมัติจากการเข้า-ออกราชอาณาจักร
- ตรวจวันหมดอายุจากตราประทับขาเข้าหรือใบอนุญาตให้อยู่ต่อฉบับล่าสุด ไม่ใช่จากสติกเกอร์วีซ่า
- การได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อสิ้นผลทันทีเมื่อเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่มี re-entry permit
- การรายงานตัว 90 วันไม่ใช่การต่ออายุการอยู่ และไม่ป้องกัน overstay
- หากยื่นคำขออยู่ต่อไว้แล้วและอยู่ระหว่างพิจารณา ให้ถือตามวันที่บนตราประทับ under consideration
ฐานกฎหมายและค่าปรับ — อธิบายตามตัวบท ไม่ใช่ตามข่าวลือ
การอยู่เกินกำหนดเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดโทษปรับสำหรับผู้ที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง โดยในทางปฏิบัติด่านตรวจคนเข้าเมืองจะเรียกเก็บค่าปรับเป็นรายวันและมีเพดานค่าปรับสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
เนื่องจากอัตราค่าปรับและแนวปฏิบัติของแต่ละด่านสามารถปรับปรุงได้ตามประกาศ เราจึงไม่ระบุตัวเลขที่อาจล้าสมัยไว้ในบทความ ผู้อ่านควรยืนยันอัตราปัจจุบันจาก immigration.go.th หรือสอบถามด่านตรวจคนเข้าเมืองที่จะใช้เดินทางออกโดยตรง
ประเด็นที่สำคัญกว่าค่าปรับคือ “ผลต่อประวัติการเข้าเมือง” เพราะค่าปรับจ่ายครั้งเดียวจบ แต่ระยะเวลาห้ามเข้าราชอาณาจักรมีผลต่อการเดินทางในอนาคตหลายปี
- ค่าปรับคำนวณเป็นรายวันจนถึงเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
- ชำระค่าปรับแล้วต้องเก็บใบเสร็จของทางราชการไว้เป็นหลักฐาน
- การชำระค่าปรับไม่ได้ลบสถิติ overstay ออกจากระบบ
- อัตราและแนวปฏิบัติอาจต่างกันตามด่าน ให้ยืนยันก่อนเดินทางเสมอ
กรณีที่ 1 — เดินทางออกเองโดยรายงานตัวที่ด่าน (self-reported)
กรณีนี้คือผู้ที่อยู่เกินกำหนดแล้วเดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง แจ้งเจ้าหน้าที่ ชำระค่าปรับ และเดินทางออกนอกราชอาณาจักรด้วยตนเอง
ตามประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการห้ามคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ที่อยู่เกินกำหนดเกินระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินทางออกเอง จะถูกกำหนดระยะเวลาห้ามเข้าราชอาณาจักรเป็นขั้นบันไดตามจำนวนวันที่อยู่เกิน โดยการอยู่เกินในระยะสั้นมากอาจยังไม่เข้าเกณฑ์ห้ามเข้า แต่จะยังต้องเสียค่าปรับ
ในทางปฏิบัติ การเดินทางออกเองให้ผลดีกว่าการถูกจับกุมเสมอ ทั้งในแง่ระยะเวลาห้ามเข้า และในแง่บันทึกในประวัติที่ไม่มีรายการควบคุมตัว
- ควรไปถึงด่านก่อนเวลาเที่ยวบินมากกว่าปกติ เพราะขั้นตอนชำระค่าปรับใช้เวลา
- เตรียมเงินสดสกุลบาท เนื่องจากบางด่านไม่รับบัตร
- ขอใบเสร็จค่าปรับและถ่ายภาพหน้าหนังสือเดินทางที่มีตราประทับขาออกไว้
- ห้ามพยายามออกทางช่องทางธรรมชาติหรือใช้เอกสารไม่ถูกต้องโดยเด็ดขาด เพราะเปลี่ยนความผิดเป็นคดีอาญาที่ร้ายแรงกว่า
กรณีที่ 2 — ถูกจับกุมหรือถูกตรวจพบระหว่างอยู่ในประเทศ
หากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร เช่น จากการตรวจสอบสถานประกอบการ ด่านตรวจ หรือการแจ้งเบาะแส ผู้อยู่เกินกำหนดจะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีและอาจถูกควบคุมตัวเพื่อรอการส่งกลับ
ระยะเวลาห้ามเข้าราชอาณาจักรสำหรับกรณีถูกจับกุมยาวกว่ากรณีเดินทางออกเองอย่างชัดเจน และในบางกรณีที่อยู่เกินกำหนดเป็นเวลานานมาก ระยะห้ามเข้าจะยาวที่สุดตามที่ประกาศกำหนด
กรณีนี้ควรมีทนายความหรือผู้แทนที่เข้าใจกระบวนการเข้าร่วมตั้งแต่ต้น เพื่อให้การให้ถ้อยคำ การประสานสถานทูต และการเตรียมเอกสารเดินทางเป็นไปอย่างถูกต้อง
- ถูกจับกุม = บันทึกในฐานข้อมูลพร้อมรายการดำเนินคดี ต่างจากการรายงานตัวออกเอง
- อาจถูกส่งไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวระหว่างรอเอกสารเดินทางและตั๋วเครื่องบิน
- หนังสือเดินทางหมดอายุจะทำให้กระบวนการยาวขึ้น ต้องประสานสถานทูตเพื่อออกเอกสารเดินทางฉุกเฉิน
- ห้ามจ่ายเงินให้บุคคลที่อ้างว่าจะ “เคลียร์ประวัติ” ได้ — ไม่มีช่องทางเช่นนั้นตามกฎหมาย
“Blacklist” จริง ๆ คืออะไร — และเข้าใจผิดกันตรงไหน
คำว่า blacklist ที่ใช้กันทั่วไป ในทางกฎหมายคือการเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้มาจาก overstay อย่างเดียว
การถูกกำหนดระยะเวลาห้ามเข้าจาก overstay เป็นการห้ามแบบมีกำหนดเวลา เมื่อครบกำหนดแล้วจึงสามารถยื่นขอวีซ่าใหม่ได้ตามปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ เพราะการอนุญาตให้เข้าเมืองเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา ความมั่นคง หรือการใช้เอกสารเท็จ อาจนำไปสู่การห้ามเข้าที่ไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งเป็นคนละกรณีกับ overstay ธรรมดา
- ห้ามเข้าจาก overstay = มีกำหนดเวลาชัดเจนตามขั้นบันได
- ครบกำหนดแล้วยื่นวีซ่าใหม่ได้ แต่ไม่มีการรับประกันผล
- ประวัติ overstay ยังคงปรากฏในระบบแม้พ้นกำหนดห้ามเข้าแล้ว
- การเปลี่ยนหนังสือเดินทางเล่มใหม่ไม่ได้ลบประวัติ เพราะระบบเชื่อมกับข้อมูลชีวมาตรและข้อมูลส่วนบุคคล
ขั้นตอนแก้ไขที่ถูกต้อง — แยกตามสถานะปัจจุบันของคุณ
แนวทางที่ถูกต้องขึ้นกับว่าตอนนี้คุณอยู่ในสถานะใด ผู้ที่ยังอยู่ในประเทศและเพิ่งเกินกำหนดไม่กี่วัน มีทางเลือกต่างจากผู้ที่เกินกำหนดมานานหลายเดือน และต่างจากผู้ที่ออกนอกประเทศไปแล้วและต้องการกลับเข้ามา
หลักการร่วมคือ ต้องหยุดสะสมวันเกินกำหนดให้เร็วที่สุด และดำเนินการผ่านช่องทางราชการเท่านั้น การรอต่อไปทำให้ทั้งค่าปรับและระยะเวลาห้ามเข้าเพิ่มขึ้นตามขั้นบันได
- อยู่เกินไม่กี่วันและยังอยู่ในประเทศ: ติดต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่เพื่อสอบถามแนวทางทันที ก่อนวางแผนเดินทางออก
- อยู่เกินนานและยังอยู่ในประเทศ: ปรึกษาทนายความก่อน เพื่อประเมินระยะห้ามเข้าและเตรียมเอกสารก่อนไปด่าน
- ออกนอกประเทศแล้วและถูกกำหนดห้ามเข้า: รอจนพ้นกำหนด แล้วยื่นขอวีซ่าใหม่ผ่านสถานทูต/สถานกงสุลพร้อมเอกสารชี้แจงประวัติ
- ไม่แน่ใจสถานะตัวเอง: ขอตรวจสอบข้อมูลการเข้า-ออกและสถานะกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนซื้อตั๋วเดินทาง
- กรณีมีเหตุสุดวิสัย เช่น เจ็บป่วยหรือถูกกักตัว: รวบรวมใบรับรองแพทย์และเอกสารทางการทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานประกอบการชี้แจง
เอกสารและงานรับรองที่มักต้องใช้ประกอบการชี้แจง
เมื่อยื่นขอวีซ่าใหม่หลังพ้นกำหนดห้ามเข้า สถานทูตหรือสถานกงสุลมักขอเอกสารประกอบมากกว่าผู้ยื่นทั่วไป โดยเฉพาะเอกสารที่อธิบายเหตุผลของ overstay และหลักฐานว่าได้ปฏิบัติตามกระบวนการครบถ้วน
เอกสารต่างประเทศที่นำมายื่นในไทย และเอกสารไทยที่ต้องส่งไปต่างประเทศ มักต้องผ่านการแปลรับรองและงานนิติกรณ์ตามลำดับที่ถูกต้อง หากลำดับผิดจะถูกตีกลับและเสียเวลาหลายสัปดาห์
ทีมงานของเราให้บริการเฉพาะการจัดเตรียม แปล และรับรองเอกสาร รวมถึงการทำหนังสือมอบอำนาจและคำรับรองต่าง ๆ เราไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานราชการใด ๆ
- หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง (letter of explanation) พร้อมไทม์ไลน์ที่ตรงกับตราประทับ
- สำเนาใบเสร็จค่าปรับและหน้าหนังสือเดินทางที่มีตราประทับเข้า-ออกทุกครั้ง
- ใบรับรองแพทย์หรือเอกสารราชการที่รองรับเหตุสุดวิสัย พร้อมคำแปลรับรอง
- หนังสือมอบอำนาจกรณีให้ผู้แทนดำเนินการแทนในประเทศไทย
- ใบรับรองความประพฤติ ในกรณีที่ปลายทางหรือสถานทูตร้องขอ
แหล่งอ้างอิงอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลด้านการเข้าเมืองเปลี่ยนแปลงตามประกาศได้ตลอดเวลา ก่อนตัดสินใจใด ๆ ควรตรวจสอบจากแหล่งทางการโดยตรง และควรพิมพ์หน้าเว็บที่อ้างอิงเก็บไว้พร้อมวันที่ตรวจสอบ
- สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง — immigration.go.th (ระเบียบ ประกาศ และแบบฟอร์ม)
- กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ — consular.mfa.go.th (นิติกรณ์เอกสารและ Apostille)
- กระทรวงการต่างประเทศ — mfa.go.th (ข้อมูลวีซ่าและ e-Visa)
- สถานเอกอัครราชทูตของประเทศคุณในไทย (กรณีเอกสารเดินทางฉุกเฉิน)
คำถามที่พบบ่อย
บริการที่เกี่ยวข้อง
มีคำถามเฉพาะเคสของคุณ?
ปรึกษาทีมทนายฟรี 15 นาที — ตอบกลับใน LINE ภายใน 30 นาที