Sworn Translator กับ Certified Translation ต่างกันอย่างไร — คู่มือเลือกให้ถูกก่อนจ่ายเงิน

คำแปลที่หน่วยงานยอมรับมี 4 ระบบหลักที่ใช้กันในบริบทไทย คือ (1) คำแปลรับรองโดยผู้แปลหรือบริษัทแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้อง (certified translation) ซึ่งใช้ได้กับหน่วยงานที่ไม่กำหนดผู้แปลเฉพาะ (2) นักแปลสาบานตน (sworn/assermenté/beglaubigt) ที่ศาลหรือกระทรวงของประเทศ civil law แต่งตั้ง (3) นักแปลที่ผ่านการรับรอง NAATI สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และ (4) คำแปลที่ผ่านการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานไทยและสถานทูตในไทยต้องการ วิธีเลือกที่ถูกคือถามปลายทางว่ากำหนดระบบใด แล้วจึงจ้างแปล ไม่ใช่แปลก่อนแล้วหวังว่าจะผ่าน
ทำไมคำว่าแปลรับรองจึงคลุมเครือ
ในประเทศระบบ common law เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ไม่มีตำแหน่งนักแปลที่รัฐแต่งตั้ง คำแปลจึงได้รับการยอมรับด้วยคำรับรองของผู้แปลหรือของบริษัทที่ระบุคุณสมบัติและยืนยันความถูกต้อง บางกรณีต้องมี statement of truth หรือคำรับรองต่อหน้าผู้มีอำนาจรับรอง
ในประเทศระบบ civil law เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และออสเตรีย มีตำแหน่งนักแปลสาบานตนที่ศาลหรือกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้ง คำแปลของบุคคลอื่นจะไม่ถือเป็นคำแปลทางการ ไม่ว่าคุณภาพจะดีเพียงใด
ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนแบบยุโรป แต่ใช้กลไกการรับรองนิติกรณ์เอกสารที่กรมการกงสุลเป็นตัวยืนยันความถูกต้องของคำแปลแทน ดังนั้นสำหรับเอกสารไทยที่ใช้กับหน่วยงานราชการไทยหรือสถานทูตในไทย ตราประทับกรมการกงสุลมีน้ำหนักสูงสุด
ระบบที่ 1 — Certified translation แบบคำรับรองผู้แปล
รูปแบบนี้ประกอบด้วยคำแปลฉบับสมบูรณ์ สำเนาต้นฉบับที่แนบไว้ และหน้าคำรับรองที่ระบุชื่อผู้แปล คุณสมบัติ ภาษาคู่ วันที่ และข้อความยืนยันว่าคำแปลถูกต้องครบถ้วนตรงตามต้นฉบับ พร้อมลายมือชื่อและข้อมูลติดต่อ
เหมาะกับมหาวิทยาลัย นายจ้าง สถาบันวิชาชีพหลายแห่ง และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศ common law บางแห่ง จุดที่ต้องระวังคือหลายหน่วยงานกำหนดว่าผู้แปลต้องไม่ใช่ผู้ยื่นเอกสารหรือญาติ
ข้อกำหนดที่มักถูกมองข้ามคือคำแปลต้องครอบคลุมทุกอย่างที่ปรากฏบนเอกสาร รวมถึงตราประทับ ลายมือชื่อ ข้อความในตราครุฑ และแม้แต่ข้อความที่อ่านไม่ออกก็ต้องระบุว่า illegible ไม่ใช่ละไว้
- ต้องแนบสำเนาต้นฉบับไปกับคำแปลทุกครั้ง
- ต้องแปลตราประทับและลายมือชื่อด้วย
- ผู้แปลไม่ควรเป็นเจ้าของเอกสารหรือญาติ
- ระบุวันที่และช่องทางติดต่อผู้แปลให้ตรวจสอบย้อนได้
ระบบที่ 2 — นักแปลสาบานตนของประเทศ civil law
นักแปลสาบานตนคือบุคคลที่ศาลหรือกระทรวงของประเทศนั้นแต่งตั้ง มีตราประทับส่วนตัวและหมายเลขทะเบียน คำแปลของเขาถือเป็นเอกสารทางการในประเทศนั้นโดยไม่ต้องมีการรับรองเพิ่ม
หากคุณอยู่ในไทยและต้องใช้คำแปลประเภทนี้ มีสองแนวทาง แนวทางแรกคือจ้างนักแปลสาบานตนของประเทศปลายทางโดยตรง โดยส่งสำเนาเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้วไปให้ แนวทางที่สองคือแปลในไทยและรับรองที่กรมการกงสุลแล้วสอบถามปลายทางว่ายอมรับหรือไม่ ซึ่งบางหน่วยงานยอมรับสำหรับเอกสารบางประเภทเท่านั้น
ก่อนจ่ายค่าแปล ควรขอหมายเลขทะเบียนของนักแปลและตรวจสอบกับรายชื่อของศาลหรือกระทรวงปลายทาง เพราะมีผู้ให้บริการที่ใช้คำว่า sworn โดยไม่มีสถานะจริง
ระบบที่ 3 — NAATI สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
NAATI คือ National Accreditation Authority for Translators and Interpreters ของออสเตรเลีย เป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองแก่นักแปลรายบุคคล คำแปลที่ยอมรับต้องมีตราประทับ NAATI ที่แสดงหมายเลขผู้ปฏิบัติงาน ทิศทางภาษา และวันหมดอายุของการรับรอง
หน่วยงานอย่าง Department of Home Affairs ของออสเตรเลีย และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของนิวซีแลนด์ กำหนดใช้คำแปลลักษณะนี้สำหรับเอกสารที่แปลภายในประเทศ ส่วนเอกสารที่แปลนอกประเทศออสเตรเลียมีเงื่อนไขต่างออกไป จึงต้องตรวจสอบหน้ารายการเอกสารของวีซ่าประเภทที่ยื่นทุกครั้ง
จุดที่ผู้ยื่นพลาดบ่อยคือใช้ตราประทับที่หมดอายุแล้ว หรือใช้นักแปลที่ได้รับรองในทิศทางภาษาตรงข้าม เช่น รับรองไทยเป็นอังกฤษ แต่งานที่ต้องทำคืออังกฤษเป็นไทย
- ตรวจวันหมดอายุบนตราประทับ NAATI
- ตรวจทิศทางภาษาให้ตรงกับงาน
- เก็บไฟล์ต้นฉบับดิจิทัลของคำแปลไว้สำหรับยื่นออนไลน์
ระบบที่ 4 — คำแปลรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล
สำหรับเอกสารราชการไทยที่จะใช้ต่างประเทศ และเอกสารต่างประเทศที่จะใช้กับหน่วยงานไทย กรมการกงสุลรับรองความถูกต้องของคำแปล ซึ่งเป็นชั้นที่หน่วยงานไทยและสถานทูตในไทยยอมรับกันโดยทั่วไป
ลำดับที่ถูกต้องสำคัญมาก สำหรับเอกสารไทยไปต่างประเทศ ให้คัดสำเนาที่ถูกต้องจากหน่วยงานผู้ออกก่อน แล้วแปล แล้วยื่นรับรองพร้อมกันทั้งต้นฉบับและคำแปล สำหรับเอกสารต่างประเทศมาใช้ในไทย ให้รับรองในประเทศต้นทางให้ครบชั้นก่อน แล้วแปลเป็นไทย แล้วรับรองที่กรมการกงสุล
อนุสัญญา Apostille มีผลกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งจะลดจำนวนชั้นการรับรองสำหรับประเทศภาคี แต่ไม่ได้ยกเลิกความจำเป็นของคำแปล เพราะ Apostille ไม่รับรองเนื้อหาและไม่แทนคำแปล
ตารางตัดสินใจอย่างย่อ
ใช้แนวทางด้านล่างเป็นจุดเริ่ม แล้วยืนยันกับผู้รับเอกสารก่อนสั่งงานแปลทุกครั้ง
- ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ → NAATI
- ยื่นหน่วยงานเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ → sworn translator ของประเทศนั้น
- ยื่นหน่วยงานราชการไทย → คำแปลไทยพร้อมรับรองกรมการกงสุล
- ยื่นมหาวิทยาลัยหรือนายจ้างในประเทศ common law → certified translation พร้อมคำรับรองผู้แปล
- ยื่นศาลต่างประเทศ → ถามศาลโดยตรง เพราะมักมีข้อกำหนดเฉพาะคดี
แหล่งอ้างอิงและขอบเขตข้อมูล
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการวางแผนเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อกำหนดของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
แหล่งอ้างอิงหลัก ได้แก่ NAATI (naati.com.au) สำหรับสถานะการรับรองนักแปล กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (consular.mfa.go.th) สำหรับการรับรองนิติกรณ์และคำแปล Hague Conference on Private International Law (hcch.net) สำหรับสถานะอนุสัญญา Apostille และเว็บไซต์ศาลหรือกระทรวงยุติธรรมของประเทศปลายทางสำหรับทะเบียนนักแปลสาบานตน
ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 ตรวจทานโดยทีมงานทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารร่วมกับทีมงานแปล
คำถามที่พบบ่อย
บริการที่เกี่ยวข้อง
มีคำถามเฉพาะเคสของคุณ?
ปรึกษาทีมทนายฟรี 15 นาที — ตอบกลับใน LINE ภายใน 30 นาที