โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและห้องชุดด้วยหนังสือมอบอำนาจ 2026: ท.ด.21 อ.ช.21 และการมอบอำนาจจากต่างประเทศ

การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือห้องชุดในไทยต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินที่ทรัพย์ตั้งอยู่ หากเจ้าของมาด้วยตนเองไม่ได้ ต้องมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดิน คือ ท.ด.21 สำหรับที่ดิน และ อ.ช.21 สำหรับห้องชุด ห้ามใช้หนังสือมอบอำนาจทั่วไปแทน กรณีลงนามในต่างประเทศ ต้องให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยรับรองลายมือชื่อ หรือใช้โนตารีในประเทศนั้นแล้วรับรองต่อด้วย Apostille หรือสายสถานทูต จากนั้นแปลเป็นไทยและให้กรมการกงสุลรับรองคำแปลก่อนยื่นต่อสำนักงานที่ดิน ระยะเวลาและค่าธรรมเนียมขึ้นกับคิวของแต่ละหน่วยงาน โปรดตรวจสอบก่อนดำเนินการ
ทำไมต้องใช้แบบฟอร์มของกรมที่ดินเท่านั้น
การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดินจึงตรวจหนังสือมอบอำนาจอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นเอกสารที่ให้อำนาจบุคคลอื่นจำหน่ายทรัพย์แทนเจ้าของ
กรมที่ดินกำหนดแบบเฉพาะไว้แล้ว คือแบบ ท.ด.21 ใช้กับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และแบบ อ.ช.21 ใช้กับห้องชุดตามกฎหมายอาคารชุด หนังสือมอบอำนาจทั่วไปที่ร่างเองมักถูกปฏิเสธ เพราะข้อความไม่ครอบคลุมประเภทนิติกรรมที่จะจดทะเบียน
ข้อความในช่องมอบอำนาจต้องระบุประเภทนิติกรรมให้ตรง เช่น ขาย ให้ จำนอง ไถ่ถอนจำนอง หรือรับโอนมรดก และต้องระบุรายละเอียดทรัพย์ให้ตรงกับโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทุกตัวอักษร
- ท.ด.21 — ที่ดิน โฉนด น.ส.3 น.ส.3ก และสิ่งปลูกสร้าง
- อ.ช.21 — ห้องชุดที่มีหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด
- ห้ามเว้นช่องว่างในหนังสือมอบอำนาจ ให้ขีดฆ่าช่องที่ไม่ใช้และลงลายมือชื่อกำกับ
- แก้ไขข้อความต้องลงลายมือชื่อกำกับทุกจุดที่แก้
มอบอำนาจจากต่างประเทศ ทำอย่างไรให้สำนักงานที่ดินรับ
เจ้าของที่อยู่ต่างประเทศมีสองเส้นทางหลัก เส้นทางแรกคือไปลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศนั้น ให้เจ้าหน้าที่รับรองลายมือชื่อ เอกสารที่ได้ใช้ยื่นต่อสำนักงานที่ดินได้โดยตรงเพราะเป็นการรับรองโดยหน่วยงานไทย
เส้นทางที่สองคือลงนามต่อหน้า notary public ในประเทศที่พำนัก แล้วนำไปรับรองต่อ หากประเทศนั้นเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮก ให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น หากไม่ใช่ภาคี ต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นแล้วให้สถานเอกอัครราชทูตไทยรับรองต่อ
เอกสารที่รับรองมาเป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทย และให้กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล รับรองคำแปลก่อนนำไปยื่น สำนักงานที่ดินไม่รับคำแปลที่ยังไม่ผ่านนิติกรณ์
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ทำให้เอกสารจากประเทศภาคีลดขั้นตอนการรับรองลง แต่ขั้นตอนการแปลและการรับรองคำแปลในฝั่งไทยยังคงต้องทำตามเดิม
- สายที่ 1 สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยรับรองลายมือชื่อ ใช้ได้เลย
- สายที่ 2 notary ในประเทศนั้น แล้ว Apostille หรือสายสถานทูตไทย
- ทุกสายที่เป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลไทยและให้กรมการกงสุลรับรองคำแปล
- แนบสำเนาหนังสือเดินทางหน้าที่มีลายมือชื่อ ให้ลายเซ็นเหมือนกับในหนังสือมอบอำนาจ
เอกสารที่ต้องเตรียมในวันโอน
ผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารของทั้งฝ่ายเจ้าของและฝ่ายตนเองไปครบ เพราะเจ้าหน้าที่จะตรวจตัวตนของทั้งสองฝ่ายก่อนรับจดทะเบียน
- โฉนดที่ดินฉบับจริง หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับจริง
- หนังสือมอบอำนาจ ท.ด.21 หรือ อ.ช.21 ฉบับจริงที่ผ่านการรับรองแล้ว
- สำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา
- บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางฉบับจริงของผู้รับมอบอำนาจ
- กรณีห้องชุดของผู้ซื้อต่างชาติ ต้องมีหนังสือรับรองอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ต่างชาติจากนิติบุคคลอาคารชุด และหลักฐานการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในไทย
- หนังสือปลอดหนี้ส่วนกลางจากนิติบุคคลอาคารชุด กรณีห้องชุด
- กรณีผู้มอบอำนาจสมรส อาจต้องมีหนังสือยินยอมของคู่สมรสตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
ค่าใช้จ่ายฝั่งราชการที่ต้องคำนวณล่วงหน้า
ค่าใช้จ่ายในการโอนคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่กรณี ตัวเลขจริงต้องคำนวณที่สำนักงานที่ดินในวันโอน เพราะขึ้นกับราคาประเมินรอบปัจจุบันและระยะเวลาการถือครอง
รายการหลักประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอน ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยผู้ถือครองไม่ถึงห้าปีและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านครบตามเงื่อนไขมักเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ
ควรตกลงในสัญญาให้ชัดว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใด เพราะข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในวันโอนคือการเถียงกันเรื่องผู้ชำระภาษี ไม่ใช่ตัวเอกสาร
อัตราค่าธรรมเนียมและมาตรการลดหย่อนเปลี่ยนแปลงตามประกาศของทางราชการเป็นระยะ โปรดตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินก่อนกำหนดวันโอน
กรณีที่มักถูกตีกลับ
เอกสารมอบอำนาจถูกปฏิเสธบ่อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด และเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหา
- ใช้หนังสือมอบอำนาจทั่วไปแทนแบบ ท.ด.21 หรือ อ.ช.21
- ชื่อและนามสกุลในหนังสือมอบอำนาจสะกดไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง
- ระบุประเภทนิติกรรมกว้างเกินไป จนไม่ครอบคลุมรายการที่จะจดทะเบียนจริง
- เว้นช่องว่างไว้ให้กรอกภายหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ถือเป็นความเสี่ยงและมักไม่รับ
- คำแปลยังไม่ผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล
- รายละเอียดโฉนดคลาดเคลื่อน เช่น เลขที่ดิน หน้าสำรวจ หรือเลขที่ห้องชุดไม่ตรง
คำถามที่พบบ่อย
บริการที่เกี่ยวข้อง
มีคำถามเฉพาะเคสของคุณ?
ปรึกษาทีมทนายฟรี 15 นาที — ตอบกลับใน LINE ภายใน 30 นาที