แนะนำบริการขออะพอสทีลตามอนุสัญญาเฮก
อะพอสทีลคือตราประทับรับรองเอกสารตามอนุสัญญากรุงเฮกที่ประเทศภาคียอมรับร่วมกัน โดยไม่ต้องรับรองซ้อนที่สถานทูตอีกชั้น ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญานี้ในปี 2026 ทำให้เอกสารไทยที่จะใช้ในประเทศภาคีสามารถขออะพอสทีลจากกรมการกงสุลได้โดยตรง ส่วนเอกสารจากประเทศภาคีอื่นที่จะใช้ในไทยก็ใช้อะพอสทีลของประเทศต้นทางแทนการรับรองผ่านสถานทูตไทย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
| ไทยเข้าร่วมอนุสัญญา | มีผลบังคับใช้ในปี 2026 ตามประกาศเข้าเป็นภาคี |
|---|---|
| หน่วยงานออกอะพอสทีลในไทย | กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ |
| ข้อดีหลัก | ไม่ต้องรับรองซ้อนที่สถานทูตประเทศปลายทางอีกชั้น |
| เงื่อนไขการใช้ | ใช้ได้เฉพาะระหว่างประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาด้วยกัน |
| เอกสารที่ไม่เข้าเงื่อนไข | เอกสารสำหรับประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี ยังต้องรับรองนิติกรณ์แบบเดิม |
อะพอสทีลคืออะไรและต่างจากนิติกรณ์แบบเดิมอย่างไร
ระบบรับรองเอกสารแบบเดิมที่ไทยใช้มานาน กำหนดให้เอกสารต้องผ่านการรับรองหลายชั้น คือรับรองที่หน่วยงานต้นทาง รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางในไทยอีกชั้นหนึ่ง แต่ละชั้นใช้เวลาและมีค่าธรรมเนียมแยกกัน ทำให้กระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานหลายสัปดาห์ในบางกรณี
อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดให้ทำนิติกรณ์เอกสารต่างประเทศ ลดขั้นตอนนี้เหลือเพียงชั้นเดียว คือการประทับตราอะพอสทีลจากหน่วยงานที่ประเทศต้นทางกำหนด ซึ่งประเทศภาคีทุกประเทศตกลงยอมรับตราประทับนี้ร่วมกันโดยไม่ต้องรับรองต่อที่สถานทูตอีก การที่ไทยเข้าร่วมอนุสัญญานี้ในปี 2026 ทำให้ทั้งเอกสารขาออกจากไทยและเอกสารขาเข้าจากประเทศภาคีอื่นได้รับความสะดวกขึ้นอย่างมาก
- ระบบเดิม: รับรองต้นทาง แล้วรับรองนิติกรณ์ แล้วรับรองสถานทูตปลายทาง รวมสามชั้น
- ระบบอะพอสทีล: รับรองต้นทางแล้วประทับอะพอสทีลชั้นเดียว ใช้ได้กับประเทศภาคีทันที
- อะพอสทีลไม่ได้รับรองเนื้อหาเอกสาร แต่รับรองว่าผู้ลงนามหรือหน่วยงานที่ออกเอกสารมีอำนาจจริง
ใครควรใช้อะพอสทีลและใครยังต้องใช้นิติกรณ์แบบเดิม
อะพอสทีลใช้ได้เฉพาะเมื่อทั้งประเทศต้นทางและประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาเฮกด้วยกัน หากปลายทางเป็นประเทศที่ยังไม่ได้เข้าร่วม เอกสารจะต้องผ่านกระบวนการรับรองนิติกรณ์แบบเดิมต่อไป ผู้ที่วางแผนใช้เอกสารในหลายประเทศพร้อมกันจึงควรตรวจสถานะภาคีของแต่ละประเทศปลายทางก่อนตัดสินใจว่าจะขออะพอสทีลหรือรับรองนิติกรณ์แบบเดิม
ชาวต่างชาติที่นำเอกสารจากประเทศภาคีเข้ามาใช้ในไทยหลังปี 2026 จะได้รับความสะดวกมากขึ้น เพราะสามารถขออะพอสทีลจากหน่วยงานในประเทศต้นทางแล้วนำมาใช้ในไทยได้เลย โดยไม่ต้องผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ยังคงต้องแปลเอกสารเป็นภาษาไทยตามที่หน่วยงานผู้รับกำหนด
- ตรวจสถานะภาคีของประเทศต้นทางและปลายทางทั้งสองฝ่ายก่อนเริ่มเรื่อง
- เอกสารจากประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคียังต้องผ่านนิติกรณ์แบบเดิมทุกชั้น
- อะพอสทีลไม่ได้ยกเว้นข้อกำหนดเรื่องคำแปล หน่วยงานปลายทางยังอาจต้องการคำแปลรับรอง
ขั้นตอนขออะพอสทีลสำหรับเอกสารไทย
เอกสารไทยที่จะขออะพอสทีลต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นทางก่อนเช่นเดิม เช่น เอกสารราชการต้องคัดจากสำนักทะเบียน เอกสารที่ทนายรับรองลายมือชื่อต้องผ่านทนายผู้มีใบอนุญาตก่อน จากนั้นจึงยื่นคำขออะพอสทีลที่กรมการกงสุลแทนการยื่นขอนิติกรณ์แบบเดิม ขั้นตอนภายในจึงไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ผลลัพธ์คือไม่ต้องนำไปรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางอีก
ผู้ให้บริการที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยแนะนำได้ว่าเอกสารชุดใดควรขออะพอสทีลและชุดใดยังต้องใช้เส้นทางเดิม เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังไทยเข้าร่วมอนุสัญญา หน่วยงานปลายทางบางแห่งอาจยังปรับปรุงแนวปฏิบัติภายในไม่ทันทันที การสอบถามล่วงหน้ากับปลายทางจึงยังจำเป็น
ผลกระทบต่อชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจและครอบครัวในไทย
ชาวต่างชาติที่ต้องใช้เอกสารบริษัทจากประเทศต้นทาง เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทแม่ หรือหนังสือมอบอำนาจจากสำนักงานใหญ่ต่างประเทศ จะได้ประโยชน์ชัดเจนจากระบบอะพอสทีล เพราะลดจำนวนขั้นตอนและระยะเวลาที่ต้องรอสถานทูตปลายทาง โดยเฉพาะกรณีที่ต้องใช้เอกสารด่วนเพื่อจดทะเบียนธุรกิจหรือเปิดบัญชีธนาคาร
ในด้านครอบครัว เอกสารเช่นสูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือหนังสือรับรองโสดจากประเทศภาคี ก็สามารถใช้อะพอสทีลแทนการรับรองผ่านสถานทูตได้เช่นกัน ทำให้กระบวนการจดทะเบียนสมรสหรือขอวีซ่าครอบครัวในไทยสั้นลง อย่างไรก็ตามยังต้องมีคำแปลภาษาไทยที่หน่วยงานปลายทางในไทยยอมรับควบคู่ไปด้วยเสมอ
ขั้นตอนดำเนินการ
ขั้นที่ 1: ตรวจสถานะภาคีอนุสัญญา
ตรวจว่าประเทศต้นทางและปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาเฮกทั้งคู่หรือไม่ก่อนเริ่มเรื่อง
ขั้นที่ 2: รับรองเอกสารจากหน่วยงานต้นทาง
ให้หน่วยงานที่ออกเอกสารหรือทนายผู้ทำคำรับรองลงนามและประทับตราตามขั้นตอนปกติ
ขั้นที่ 3: ยื่นคำขออะพอสทีล
ยื่นเอกสารที่กรมการกงสุลเพื่อขอตราประทับอะพอสทีลแทนการขอนิติกรณ์แบบเดิม
ขั้นที่ 4: จัดเตรียมคำแปลควบคู่
เตรียมคำแปลภาษาไทยหรือภาษาปลายทางให้พร้อม เพราะอะพอสทีลไม่ได้ยกเว้นข้อกำหนดเรื่องคำแปล
ขั้นที่ 5: นำไปใช้กับหน่วยงานปลายทาง
ยื่นเอกสารที่มีตราอะพอสทีลกับหน่วยงานปลายทางโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตอีกชั้น
คำถามที่พบบ่อย
ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาเฮกเมื่อใด
ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดให้ทำนิติกรณ์เอกสารต่างประเทศและมีผลบังคับใช้ในปี 2026 ทำให้เริ่มใช้ระบบอะพอสทีลแทนการรับรองผ่านสถานทูตกับประเทศภาคีอื่น
อะพอสทีลใช้แทนนิติกรณ์กงสุลได้ทั้งหมดหรือไม่
ใช้แทนได้เฉพาะกรณีที่ทั้งประเทศต้นทางและปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาเฮกด้วยกัน หากปลายทางไม่ได้เป็นภาคียังต้องใช้กระบวนการรับรองนิติกรณ์แบบเดิม
ขออะพอสทีลที่ไหนในประเทศไทย
ยื่นคำขอที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกับที่รับรองนิติกรณ์แบบเดิม แต่ให้บริการอะพอสทีลเพิ่มเติมสำหรับประเทศภาคี
เอกสารที่มีอะพอสทีลแล้วยังต้องแปลอีกหรือไม่
ต้องแปล เพราะอะพอสทีลรับรองที่มาของเอกสารและอำนาจของผู้ลงนาม ไม่ได้แปลภาษาให้ หน่วยงานปลายทางส่วนใหญ่ยังต้องการคำแปลที่ถูกต้องควบคู่กับตราอะพอสทีล
เอกสารเก่าที่รับรองนิติกรณ์แบบเดิมยังใช้ได้หรือไม่
เอกสารที่รับรองไว้ก่อนไทยเข้าร่วมอนุสัญญายังคงใช้ได้ตามเงื่อนไขเดิมที่ระบุไว้ ไม่จำเป็นต้องขออะพอสทีลใหม่หากยังไม่หมดอายุตามที่ปลายทางกำหนด
บริษัทต่างชาติที่มีสาขาในไทยได้ประโยชน์จากอะพอสทีลอย่างไร
ได้ประโยชน์จากการลดขั้นตอนรับรองเอกสารบริษัทแม่ที่ต้องส่งมาใช้ในไทย เช่น หนังสือรับรองบริษัทและหนังสือมอบอำนาจ ทำให้กระบวนการเปิดบัญชีหรือจดทะเบียนธุรกิจเร็วขึ้น
แหล่งอ้างอิงราชการ
- อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดให้ทำนิติกรณ์เอกสารต่างประเทศ ค.ศ. 1961 — กรอบความตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดระบบอะพอสทีลและรายชื่อประเทศภาคี
- กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย — หน่วยงานที่ประกาศการเข้าร่วมอนุสัญญาเฮกของไทยและกำหนดวันมีผลบังคับใช้ในปี 2026
- กรมการกงสุล — หน่วยงานผู้ออกตราอะพอสทีลและรับรองนิติกรณ์เอกสารของประเทศไทย
อ่านต่อ
คำค้นที่หน้านี้ตอบ
ให้ทีมงานตรวจเอกสารก่อนเริ่มงาน
ส่งรายการเอกสารและปลายทางที่จะยื่น ทีมงานจะแจ้งลำดับขั้นและระยะเวลาที่ต้องใช้
ติดต่อทีมงาน →